การนินทา

 

การนินทา: ธรรมชาติของคนที่มีทั้งหญิงและชาย

ความอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวชีวิตของบุคคลอื่นเป็นความรู้สึกพื้นฐานรูปแบบหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมี บางคนกระหายที่จะรู้มาก แต่บางคนก็แทบจะไม่อยากรับรู้ข้อมูลอะไรเลย

            เราคงสังเกตเห็นความต้องการลักษณะนี้ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับว่ามีเกร็ดข่าวคนดัง ข่าวซุบซิบของนักการเมือง ดาราภาพยนตร์ แก่-หนุ่ม-สาว ไฮโซ หรือนักกีฬา ข่าวอะไรก็ตามของบุคคลดังกล่าวเหล่านี้จะเป็นเรื่องฮอตที่คนหลายคนสนใจ หรือเวลาเราไปงานสังสรรค์ เรามักจะเห็นคนร่วมงานพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ถ้าเราเดินเข้าไปใกล้กลุ่มสนทนา เราก็คงจับความได้ว่า บุคคลที่คนกลุ่มนั้นกำลังกล่าวขวัญถึงหาได้อยู่ ณ ที่นั้นไม่

            นักจิตวิทยาสำรวจพบว่า ในวันหนึ่งๆ คนเราใช้เวลาประมาณ 30% ของเวลาสนทนาทั้งหมดพูดถึงบุคคลอื่น ถ้าเป็นกรณีบุคคลที่ทำงานในบริษัทหรือหน่วยงานเดียวกัน 80% ของเวลาสนทนาจะเป็นการซุบซิบนินทา ประมาณครึ่งหนึ่งของเรื่องที่พูดจะเกี่ยวกับสภาพการทำงานหรือเรื่องปกปิด เช่น ใครจะได้เลื่อนขั้น ใครจะได้ตำแหน่งอะไร เป็นต้น

            สำหรับเหตุผลที่คนเราชอบพูดเรื่องปกปิดนั้น นักจิตวิทยาพบว่า คนที่พูดเรื่องลับส่วนใหญ่มักใช้ข้อมูลที่ตนรู้ในการกวาดต้อนความสนใจจากผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนมีความสำคัญ

            แต่การซุบซิบก็มีด้านดีเหมือนกัน เอฟ. วิลสัน (F. Wilson) แห่ง Chartered Institute of Personal and Development ในอังกฤษ พบว่า เวลาบริษัทหรือหน่วยงานมีปัญหา หากเจ้าหน้าที่หรือพนักงานได้พูดถึงปัญหานอกเวลาทำงาน ข้อมูลข่าวสารที่แลกเปลี่ยนกันอาจทำให้ผู้บริหารระดับสูงรับรู้และนำไปแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะระเบิดได้ ถ้าเป็นบริษัทที่มีการบริหารดี ปัญหาลักษณะนี้หรือการซุบซิบเช่นนี้จะไม่เกิด เพราะลูกจ้างหรือพนักงานทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเปิดเผย และเมื่อใดที่ผู้บริหารบริษัทไม่สนใจไยดีความรู้สึกหรือความเห็นของลูกจ้าง การซุบซิบนินทาก็จะแพร่ระบาดทันที การไม่มีข้อมูล การไม่สื่อสารกันจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการนินทาว่าร้ายในองค์กร

            ตามปรกติไม่มีใครชอบคนที่ชอบนินทา นายจ้างเองก็มักจะไม่ไว้ใจคนที่เป็นฆ้องปากแตก และมักจะไม่เลื่อนตำแหน่งหรือขั้นให้ บริษัทในประเทศอังกฤษประมาณ 10% มีแถลงการณ์ห้ามลูกจ้างบริษัทนินทา มีบริษัท 4% ที่เคยไล่ลูกจ้างออกเพราะนินทาคนมากไป ซึ่งมีผลทำให้บรรยากาศทำงานของคนอื่นๆ เสีย

            ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจเราว่านิสัยนินทาเป็นพฤติกรรมลบที่ไม่ควรมี แล้วเหตุใดมนุษย์ทุกคนจึงกระทำ

            ในการตอบคำถามนี้ นักจิตวิทยาให้เหตุผลว่าการนินทาเป็นพฤติกรรมจำเป็นรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ในการดำรงชีวิตในสังคม เพราะเราต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่นว่าเขาเป็นคนอย่างไร ร้ายหรือดี การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่คนแต่ละคนรู้จะทำให้เราทุกคนสามารถวางตัวหรือป้องกันตัวได้ดีขึ้น และเมื่อถึงเวลาที่เราเผชิญบุคคลที่คนอื่นเขานินทา เราก็จะรู้ดีว่าเราต้องเดินหมากอย่างไร ข้อดีประการหนึ่งของการนินทาคือทำให้คนหลายคนมิกล้าประพฤติชั่วหรือทำบาปเพราะกลัวถูกนินทานั่นเอง

            เอ็น. นิโคลสัน. (N. Nicholson) แห่ง London Business School รายงานบทบาทและความสำคัญของการนินทาในวารสาร Psychology Today ฉบับเดือนพฤษภาคม/มิถุนายน พ.ศ. 2545 ว่า ในสมัยดึกดำบรรพ์ มนุษย์ใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรในทุ่งหญ้าหรือป่าอย่างโดดเดี่ยว และแสวงหาอาหารไปวันๆ การไม่มีภาษาพูดหรือภาษาเขียนสำหรับใช้ในการสื่อสารใดๆ ทำให้โลกยุคนั้น เงียบ ปราศจากการซุบซิบนินทา แต่เมื่อมนุษย์เลิกวิถีชีวิตแบบร่อนเร่ และหันมารวมกันอยู่เป็นหมู่เหล่า มีภาษา และสนทนาค้าขายกัน สมองมนุษย์ก็เริ่มมีวิวัฒนาการเพื่อช่วยให้มนุษย์รู้ใจและเข้าใจบุคคลอื่น

            ความสามารถเช่นนี้เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการป้องกันตัวของมนุษย์เองและความพยายามนี้ผลักดันให้มนุษย์ระแวดระวังฐานะและสภาพทางสังคมของตนตลอดเวลา และมนุษย์ก็พบว่า ตราบใดที่ตนเข้าใจความซับซ้อนของโครงสร้างทางสังคมของตนดี ตนก็จะประสบความสำเร็จสูงในชีวิต คือมีสุขภาพดี มีฐานะดี และมีความสุข

            แต่สังคมมนุษย์นั้นมีหลายมิติ ดังนั้นมนุษย์จึงเปรียบเทียบตนกับบุคคลอื่นในมิติต่างๆ เช่น รูปร่าง นิสัย การศึกษา และฐานะ แต่เมื่อมิติเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ดังนั้นมนุษย์จึงมีงานเปรียบเทียบที่ตนรู้สึกว่าต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อให้รู้สถานการณ์ของตนในสังคมสัมพัทธ์กับบุคคลอื่นอย่างไรโดยใช้การเล่าสู่กันฟังนั่นเอง

            สำหรับเหตุผลที่ชักนำให้คนนินทานั้น นิโคลสันคิดว่า เวลานาย ก. บอกนาย ข. เกี่ยวกับเรื่องของนาย ค. ที่นาย ข. เกลียดเข้าไส้ ถึงแม้ ค. จะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่การเล่าของ ก. ทำให้ ค. เสียหายเรียบร้อย การที่ ก. ทำเช่นนั้นก็เพื่อต้องการบอก ข. ว่า เขาและ ข. เป็นเพื่อนกัน และ ข. เป็นฝ่ายเดียวกับเขา ในขณะเดียวกัน ก. ก็ต้องการให้ ข. คิดว่าเขามีความสำคัญที่ได้ล่วงรู้อะไรดีๆ เกี่ยวกับ ค. ที่ ข. ไม่รู้มาก่อน เหตุการณ์นี้ถ้ามองในมุมกลับ ข. ก็คงอดคิดไม่ได้ว่า ก. ก็อาจนำเรื่องของ ข. ไปบอกเล่าคนอื่นได้เช่นกัน

            การวิจัยเรื่องการนินทาทำให้เรารู้ว่า คนที่จะกล่าวร้ายป้ายสีระดับชาติได้นั้น ต้องมีความชำนาญและทักษะในการเล่ามาก บางคนอาจมีลีลาท่าทางประกอบ และขณะที่ เผา คนอื่นนั้น บางครั้งก็ทำทีสงสารเขาไปด้วย และคนที่ชอบนินทาคนอื่น มักคิดว่าตนเองมีจริยธรรมสูง อีกทั้งเป็นคนที่รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

            การสำรวจพฤติกรรมนินทายังแสดงให้เห็นอีกว่า ผู้หญิงและผู้ชายชอบนินทาพอๆ กัน แต่คนทั่วไปมักคิดว่าผู้หญิงชอบนินทามากกว่าผู้ชายและนินทาได้สีสันยิ่งกว่า ส่วนเนื้อหาที่คนชอบนินทานั้น สำหรับผู้ชายก็ชอบพูดถึงข่าวการเมือง ข่าวกีฬา ความก้าวหน้าในการทำงาน ทั้งเพราะผู้ชายชอบแข่งขัน ส่วนผู้หญิงชอบนินทาบุคคลในสังคมและเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม เพราะผู้หญิงต้องการมิตรภาพและไม่ต้องการคู่แข่งขัน

            ส่วนคนที่ถูกนินทานั้นเล่า ก็มีข้อคิดหลายประการว่า ในเมื่อโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่ถูกนินทา ดังนั้นเวลาถูกใส่ร้ายหลายคนจึงพยายามเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นไปตามรูปแบบที่คนอื่นๆ ต้องการ เพื่อให้คนอื่นรักพอใจ และให้คนอื่นเห็นเขาเป็นคนดีที่หนึ่งเลย แต่ชีวิตของเขาก็จะน่าปวดหัว เพราะเขาต้องใช้ชีวิตตามที่คนอื่นบอกว่า เขาต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

            ดังนั้นทางเลือกสำหรับเรื่องนี้จึงมีว่า เราน่าจะมองตัวเราเองด้วยสายตาเรามากกว่ามองตัวเองด้วยสายตาคนอื่น เพราะคนอื่นเห็นเราในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ถ้าขณะที่เขาเห็นเรา เรากำลังทำความดี เราคือเทพบุตร แต่ถ้าเรากำลังทำชั่ว เราคือนางมารร้าย ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า คำกล่าวต่างๆ เกี่ยวกับเราที่หลุดจากปากคนอื่น แสดงธาตุแท้ของเราน้อยมาก

            ในเมื่อคนเราบางคนเวลาไม่ชอบใจใครก็มักจะพลิกพลิ้วชิวหาเป็นอาวุธ สร้างคำพูดหรือนินทาว่าร้ายจนคนที่ถูกพูดถึงรู้สึกเจ็บจนอยู่ไม่เป็นสุข และนี่คือจุดมุ่งหมายสำคัญของการนินทา ดังนั้นเราก็ควรรู้ว่า จะไม่มีใครทำร้ายจิตใจเราได้ ถ้าเราไม่ให้น้ำหนักหรือความสำคัญในคำพูดของคนคนนั้น เราเป็นเราที่ไม่มีใครเหมือนและเราไม่ต้องการจะเหมือนใคร เพราะความพยายามที่จะให้ใครเป็นคนสมบูรณ์แบบในสายตาของคนทุกคนตลอดเวลานั้น เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการนินทาเล็กๆ น้อยๆ ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งข้อดี เพราะเราทุกคนก็รู้ดีว่า ถ้าไม่มีการนินทา (บ้าง) บรรยากาศการพูดคุยกันก็ไม่มันส์จริงไหมครับ

             จากหนังสือชื่อ ศาสตร์ปริศนา ชุดวิทยาการแห่งอารยะ โดย ศ. ดร. สุทัศน์ ยกส้าน

สำนักพิมพ์สารคดี (สนันสนุนการเผยแพร่โดยสำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย (สกว.))

พิมพ์ครั้งที่ 1, ตุลาคม 2547, หน้า 18 22.

 

ปล. (จากใจเจ้าของสเปซเอ๊งงง)

ไปอ่านเจอบทความนี้ในหนังสือเล่มที่อ้างถึงแหละจ้ะ

รู้สึกอ่านแล้วช่วยให้คิดอาไรๆ ได้เยอะ

เลยลงทุนมาพิมพ์ลงสเปซ

เผื่อคนอื่นจะได้อ่านแล้วดีขึ้นอย่างเราบ้างน่ะ

*________________*

(ขนาดเพลง..ยังเข้ากะเนื้อหาบล็อคเยยนะ..สรรหาม๊ะ  ^^" ) 

 

About pandanarak444

I love Giant Pandas, Girls' Generation (So Nyeo Shi Dae or SNSD), YaYa - Urassaya Sperbund, and Purple Colour!
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

3 Responses to การนินทา

  1. Varumpa says:

    หวัดดีค่า พี่บี
     
    คิดถึงจังเลย
     
    การนินทาก็ดีนะ ทำให้รู้เท่าทันคน
     
    รูปแอ๊บแบ๊วก็สวยดีนะ ไม่เคยเห็นมาก่อน
     
    อิอิ เซ็กซี่ดีค่ะ
     

  2. pum says:

    หวัดดีจ๊ะ นู๋บี
    การนินทาถ้านินแต่เรื่องดีๆก็คงจะสร้างสรรค์นะ
    เป็นงัยบ้างสบายดีหรือเปล่าไม่ได้เข้าทักทายนานแล้ว…
     
     

  3. You've says:

    การนินทาเกิดขึ้นได้เมื่อกิดการรวมกลุ่มตั้งแต่สองคนขึ้นไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s